เวลามาตรฐานในการทำงาน

มาตรฐานการทำงาน

ความหมายของเวลามาตรฐานในการทำงาน

เวลามาตรฐานในการทำงาน หมายถึง การหาเวลามาตรฐานการทำงานจากคนงานที่มีระดับการทำงานที่เหมาะสม ด้วยเงื่อนไขสภาพการทำงานที่เหมาะสม โดยเวลามาตรฐานการทำงาน ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้ในการสร้างมาตรฐานการทำงาน

สารบัญ

ประโยชน์ที่ได้รับจากเวลามาตรฐานการทำงาน

  1. ใช้เป็นมาตรฐานในการทำงานของงานนั้นๆและใช้เป็นมาตรฐานในการอบรมพนักงานใหม่
  2. ใช้ในการวางแผนการผลิตและการกำหนดงาน ตลอดจนใช้วางแผนกำลังคน
  3. ใช้ประเมินค่าใช้จ่ายหรือคิดต้นทุนแรงงานในการผลิต
  4. ทำให้ทราบถึงกำลังผลิตรวมของโรงงาน
  5. ใช้เป็นมาตรฐานในการคิดค่าแรงจูงใจหรือการให้เงินรางวัล
  6. ใช้ออกแบบหรือจัดสมดุลสายการผลิต
  7. ใช้เปรียบเทียบหาวิธีการทำงานที่ดีกว่าหรือเร็วกว่าเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ตัวอย่างการคำนวณผลประโยชน์ในรูปของตัวเงินจากเวลามาตรฐาน

โรงงานแห่งหนึ่งผลิตสินค้า A  โดยมีเวลาทำงาน 7 ชั่วโมงหรือ 25,200 วินาที  ใน 1 เดือนมีเวลาทำงาน 20 วัน ราคาขายสินค้า A เท่ากับ 150 บาท/ชิ้น

จากสถานการณ์ดังกล่าวได้มีวิศวกรเข้ามาปรับปรุงวิธีการทำงาน จนทำให้เกิดการเพิ่มผลผลิต และได้แสดงผลที่ได้จากการเพิ่มผลผลิตดังกล่าวออกมาในรูปของจำนวนเงินดังต่อไปนี้

วิธีการทำงานเดิม :  ผลิตสินค้า A ใช้เวลา 60 วินาที/ชิ้น ดังนั้น 1 วันผลิตได้ 25,200/60 = 420 ชิ้น, ใน 1 เดือนผลิตได้ 420 x 20 = 8,400 ชิ้น คิดเป็นยอดขาย 8,400 x 150 = 1,260,000 บาท/เดือน

วิธีการทำงานใหม่ :  ปรับปรุงวิธีการผลิตสินค้า A ให้เร็วขึ้นใช้เวลา 50 วินาที/ชิ้น ดังนั้น 1 วันผลิตได้ 25,200/50 = 504 ชิ้น, ใน 1 เดือนผลิตได้ 504 x 20 = 10,080 ชิ้น  คิดเป็นยอดขาย 10,080 x 150 = 1,512,000 บาท/เดือน

ส่งผลให้มียอดขายต่อเดือนเพิ่มขึ้นจากการปรับปรุงวิธีการทำงานดังนี้1,512,000 – 1,260,000 = 252,000 บาท

เทคนิคการหาเวลามาตรฐานการทำงาน

เทคนิคในการหาเวลามาตรฐานการทำงานนั้นสามารถทำได้หลายวิธี เช่น

  1. Direct Time Study ศึกษาเวลาโดยใช้นาฬิกาจับเวลาโดยตรง
  2. Predetermined Motion – Time System ศึกษาเวลาโดยใช้ตารางเวลามาตรฐานของการเคลื่อนไหวรูปแบบต่างๆ
  1. Work Sampling ศึกษาเวลาโดยใช้หลักการสุ่มตัวอย่างในเชิงสถิติ และนำมาหาเวลามาตรฐาน
  1. Standard Time Data and Formula ศึกษาเวลาโดยใช้ข้อมูลในอดีตและสูตรทางคณิตศาสตร์ในการหาเวลามาตรฐาน

สำหรับหนังสือเล่มนี้จะขอนำเสนอเทคนิคที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการหาเวลามาตรฐาน คือ การใช้นาฬิกาจับเวลาโดยตรง

เทคนิคการศึกษาเวลาโดยตรง (Direct Time Study)

เป็นวิธีการที่นิยมใช้มากที่สุด  เนื่องจากสะดวก วิธีการไม่ยุ่งยากซับซ้อน และข้อมูลมีความถูกต้องสูง เครื่องมืออุปกรณ์ที่ต้องใช้ ได้แก่

  1. นาฬิกาจับเวลา
  2. แบบฟอร์มบันทึกข้อมูล
  3. กล้อง VDO
  4. อุปกรณ์อื่นๆที่จำเป็น เช่น แผ่นกระดานรองเขียน เครื่องคิดเลข
มาตรฐานการทำงาน

ขั้นตอนการศึกษาเวลาโดยวิธี (Direct Time Study)

  1. เลือกงานที่จะศึกษาเวลา
  2. ทำความเข้าใจกับคนงานและหัวหน้างาน
  3. แบ่งการปฏิบัติงานออกเป็นงานย่อย (Elements) และเขียนอธิบายงานย่อยไว้ด้วยว่าแต่ละขั้นตอนทำอะไร
  4. สังเกตและบันทึกเวลาการทำงานของแต่ละงานย่อยในเบื้องต้น
  5. คำนวณหาจำนวนรอบที่เหมาะสมในการจับเวลา
  6. จับเวลาเพิ่มเติมตามจำนวนรอบที่ต้องการ
  7. คำนวณหาเวลาเฉลี่ย
  8. ประเมินอัตราความเร็วในการทำงาน (Rating) และคำนวณหาเวลาปกติ
  9. กำหนดเวลาเผื่อ (Allowances) และคำนวณหาเวลามาตรฐาน

หลักการเลือกพนักงานในการวัดผลงานหรือศึกษาเวลา

การคัดเลือกพนักงานที่จะมาเป็นต้นแบบในการวัดผลงาน หรือศึกษาเวลานั้น ควรจะต้องเป็นพนักงานที่มีประสบการณ์ทำงานนั้นๆพอสมควร มีทัศนคติที่ดีกับการหาเวลามาตรฐาน และต้องเป็นพนักงานที่หัวหน้างานเล็งเห็นแล้วว่าเป็นพนักงานที่มีการทำงานด้วยอัตราเร็วปกติ

หลักในการแบ่งงานย่อย

ขั้นตอนในการแบ่งงานย่อยจะอ้างอิงมาจากการวิเคราะห์การทำงานในบทก่อนหน้า ซึ่งสุดท้ายแล้วจะกลายเป็นขั้นตอนวิธีปฏิบัติในมาตรฐานการทำงาน โดยจุดสำคัญในการแบ่งงานย่อยมีดังต่อไปนี้

  1. งานย่อยต้องมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดที่ชัดเจน
  2. งานย่อยไม่ควรสั้นกว่า 2.5 วินาที
  3. งานย่อยที่ใช้คนทำ (Manual) ควรแยกจากงานย่อยที่ทำโดยเครื่องจักร
  4. ควรแยก Constant Element ออกจาก Variable Element

– Constant Element คือ งานย่อยที่เวลาของการทำงานไม่ขึ้นกับน้ำหนักหรือรูปร่างของงาน

– Variable Element คือ งานย่อยที่เวลาของการทำงานจะขึ้นกับน้ำหนักหรือรูปร่างของงาน

  1. ควรแยกงานย่อยที่ต้องทำทุกรอบของการทำงานเป็นปกติ ออกจากงานย่อยที่ต้องทำเป็นบางครั้ง

หลักในการคำนวณหาจำนวนรอบที่เหมาะสมในการจับเวลา

เหตุที่ต้องคำนวณหาจำนวนรอบที่เหมาะสม เพราะการจับเวลาย่อมมีการคลาดเคลื่อน  การจับเวลาเพียง 2-3 รอบ  ย่อมไม่ใช่ค่าที่แน่นอนพอที่จะใช้เป็นเวลามาตรฐานได้ ในหนังสือเล่มนี้ขอนำเสนอวิธีการของ Maytag ซึ่งเป็นวิธีการที่สะดวก และไม่ซับซ้อน

  1. ทำการจับเวลาของการทำงานเบื้องต้นโดยถ้าวัฏจักรของงานหรือรอบการทำงานสั้นกว่า 2 นาทีให้จับเวลา 10 ค่า และถ้าวัฏจักรของงานหรือรอบการทำงานนานกว่า 2 นาทีให้จับเวลา 5 ค่า
  2. หาค่า R ( Range ) ของแต่ละงานย่อย (ค่าสูงสุด – ค่าต่ำสุด)
  3. หาค่า x  ของแต่ละงานย่อย
  4. คำนวณค่า R / x
  5. หาค่าจำนวนรอบที่เหมาะสมจากตารางในรูป

ตัวอย่างการคำนวณรอบการจับเวลา

การศึกษาเวลาของงานหนึ่งซึ่งมีรอบงานมากกว่า 2 นาที  ผู้ศึกษาเวลา แบ่งงานออกเป็น 3 งานย่อย และทำการจับเวลา 5 ครั้งได้ข้อมูลดังนี้

สรุปจำนวนรอบที่เหมาะสมในการจับเวลา

  1. ตัดพลาสติกตามขนาดจะต้องสุ่ม 7 ข้อมูล ดังนั้นต้องสุ่มเพิ่มอีก 2 ข้อมูล
  2. เจาะรูแผ่นพลาสติกที่ตัดจะต้องสุ่ม 12 ข้อมูล ดังนั้นต้องสุ่มเพิ่มอีก 7 ข้อมูล
  3. ประกอบกับโครงตู้เย็นจะต้องสุ่ม 7 ข้อมูล ดังนั้นต้องสุ่มเพิ่มอีก 2 ข้อมูล

หมายเหตุ : เพื่อความแม่นยำของข้อมูล ควรยึดจำนวนรอบที่มากที่สุดเป็นหลักโดยทุกงานย่อยให้จับเวลาเพิ่มตามจำนวนรอบที่มากที่สุด

การกำหนดอัตราความเร็ว (Rating Factor) และการหาเวลาปกติ (Normal Time)

Rating Factor คือ การที่ผู้ศึกษาเวลา เปรียบเทียบอัตราการทำงานของคนงานที่กำลังถูกศึกษากับอัตราการทำงานมาตรฐานในสายตาของผู้ศึกษาแล้วกำหนดว่า การทำงานของคนงานนั้นสูงหรือต่ำกว่ามาตรฐานและนำมาปรับค่าเวลาเฉลี่ยที่คำนวณได้ เวลาที่ปรับค่าด้วย Rating Factor แล้วจะเรียกว่า  “เวลาปกติ” (Normal Time)

มาตรฐานการทำงาน

การกำหนดค่า Allowances (เวลาเผื่อ) และการคำนวณหา Standard Time (เวลามาตรฐาน)

การกำหนดเวลาเผื่อ (Allowances) จะพิจารณาในเรื่อง

  1. เวลาเผื่อสำหรับบุคคล เช่น ไปห้องน้ำ ดื่มน้ำ  ฯลฯ
  2. เวลาเผื่อสำหรับความล้า
  3. เวลาเผื่อสำหรับความล่าช้าอื่นๆ เช่น การ Set up เครื่อง

ขั้นตอนทั้งหมดในการหาเวลามาตรฐานจะถูกดำเนินการผ่านฟอร์มมาตรฐานที่เรียกว่า Observation Sheet ดังรูป

อุปสรรคที่สำคัญในการหาเวลามาตรฐาน

            กิจกรรมทั้งหมดจำเป็นต้องทำไปพร้อมๆกับการสังเกตการทำงานจริงของพนักงาน ทำให้ผู้สังเกตจะต้องมีความชำนาญการหาเวลามาตรฐานเป็นอย่างมาก อีกทั้งการไปยืนสังเกตพนักงานทำงานตรงหน้างานจะทำให้พนักงานเกิดอาการเกร็ง ส่งผลให้เวลามาตรฐานที่ได้เป็นเวลาที่ไม่สามารถนำไปบังคับใช้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหตุผลหลักที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การหาเวลามาตรฐานด้วยวิธีการที่กล่าวมาทั้งหมดมักจะไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ปฏิบัติงานเนื่องจากไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นพอที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติการยอมรับในเวลามาตรฐานดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสร้างมาตรฐานการทำงานเชิงดิจิตอล ดังรูป

ieProsoft โซลูชั่นครบวงจรด้านการบริหารการผลิตในอุตสาหกรรม

บริษัท ไออี บิสซิเนส โซลูชั่น จำกัด (IEBS) เป็นผู้ให้บริการระบบซอฟแวร์ทางด้านการจัดการอุตสาหกรรม การวางแผนการผลิตโดยลงลึกไปจนถึงการจัดตารางการผลิต มาตรฐานการการทำงาน การจัดสมดุลการผลิต รวมไปถึงการบริหารจัดการคลังสินค้า ครอบคุลมการบริการในด้านต่างๆที่สำคัญต่อการนำระบบไปใช้ในภาคธุรกิจ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ดูแลตั้งแต่การติดตั้ง การให้ปรึกษา การนำไปใช้งานจริง (Implementation) รวมถึงการวิเคราะห์ผลลัพธ์ต่างๆ เราสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ยุค ดิจิทัล ด้วยเครื่องมือในกลุ่ม ieProsoft อาทิเช่น ieSmart WI, ieLineBalancing, ieInventory และ ieInventory ซึ่งซอฟแวร์ทั้งหมดนี้ เป็นตัวช่วยให้สามารถบริหารการจัดการผลิตได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และเพิ่มกำไรให้บริษัทได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน IEBS มีการให้บริการซอฟแวร์ทั้งแบบบริการผ่านซอฟต์แวร์แบบ สแตนด์อโลน (Stand-alone Software) ไปจนถึงชุดซอฟต์แวร์เต็มรูปแบบ (Full-Blown) แบบคลาวด์โซลูชั่น (Cloud Solution) ได้แก่

  • ieSmart WI: โปรแกรมสร้างมาตรฐานการทำงาน ที่ช่วยให้การสร้างงานฐานในโรงงานง่ายขึ้น เวลาได้มาตรฐานที่ชัดเจน สะดวก และเป็นองค์ความรู้สำหรับองค์กรได้เป็นอย่างดี
  • ieLineBalancing: โปรแกรมจัดสมดุลสายการผลิต เหมาะสำหรับวิศวกร หรือเจ้าหน้าที่วางแผนการผลิตใช้ในการจัดวางแผนสายการผลิต ภายใต้ความต้องการที่ไม่แน่นอน และกำลังคนที่มีการเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา
  • ieInventory: โปรแกรมจัดการคลังสินค้า ที่ช่วยให้การบริหารคลังในระดับอุตสาหกรรมเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก ผ่านแฟลตฟอร์มออนไลน์ด้วยฐานข้อมูลบนคลาวด์
  • ieScheduling : โปรแกรมจัดตารางการผลิต เครื่องมือช่วยในการจัดการผลิตในระดับปฎิบัติการ ควบคุม และติดตามงานแบบทันเวลา (Realtime) และประเมินกำลังการผลิตได้รวดเร็ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *