ความรู้เบื้องต้นของการศึกษาการทำงาน

การศึกษาการทำงาน

1. ความหมายและประวัติความเป็นมาของการศึกษาการทำงาน

1.1 การศึกษาการทำงาน (Work Study)

การศึกษาการทำงานคือเทคนิคในการการศึกษาวิธีการ และการวัดผลงาน เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ขั้นตอนการทำงานต่างๆ เพื่อปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น และใช้ในการจัดตั้งและพัฒนามาตรฐานการทำงาน และเวลาทำงาน รวมไปถึงการใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารแผนการให้รางวัลระบบต่างๆ เพื่อนำไปสู่การเกิดผลิตภาพ (Productivity) ที่ดีขึ้น

จากคำนิยามของการศึกษาการทำงานจะเห็นได้ว่าการศึกษาการทำงานนั้นประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลักดังแผนภาพ

ศาสตร์ทางด้านการศึกษาการทำงานมีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้มีผู้แปลความหมายศาสตร์ด้านนี้อยู่หลายความหมาย เช่น การศึกษาการเคลื่อนไหวและเวลา (Motion and Time Study), การศึกษาการทำงาน (Work Study), วิศวกรรมวิธีการ (Method Engineer) เป็นต้น

1.2 ความเป็นมาของการศึกษาการทำงาน

             การศึกษาการทำงาน หรือการศึกษาการเคลื่อนไหวและเวลา มีต้นกำเนินมาจากแนวความคิดของบุคคลสำคัญสองท่านได้แก่ Federick W. Taylor และ Flank B. Gilbreth โดย Federick W. Taylor ถือเป็นบิดาแห่งการศึกษาเวลา และ Flank B. Gilbreth ถือเป็นบิดาแห่งการศึกษาการเคลื่อนที่ การพัฒนาทั้งสองส่วนนี้ได้ถือกำเนิดมาในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน แต่ไม่มีการนำเอามาสัมพันธ์กันจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1930 จึงมีการนำเอาการศึกษาการเคลื่อนไหวเพื่อค้นหาวิธีการทำงานที่ดีและง่ายกว่ามาผนวกกับการวัดเวลาการทำงาน เกิดเป็น “การศึกษาการเคลื่อนไหวและเวลา” และได้มีการนำเอาไปใช้ในอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย จนต่อมาถือเป็นวิชาหลักสำหรับวิศวกรในสาขาวิศวกรรม
อุตสาหการทั่วโลก

Federick W. Taylor

    นอกจากจะเป็นบิดาทางด้านการศึกษาเวลา ท่านยังได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งศาสตร์การบริหารงาน (Father of Management Science)

การศึกษาการทำงาน

Flank B. Gilbreth

ผลงานของ Gilbreth ส่วนใหญ่จะมีภรรยาเป็นผู้ร่วมในการศึกษาวิจัยด้วย โดยภรรยาของ Gilbreth มีชื่อว่า Lillian B. Gilbreth โดยผลงานของทั้งสองท่านเกี่ยวข้องกับเทคนิคการปรับปรุงวิธีการทำงานและการศึกษาเกี่ยวกับความเมื่อยล้าในการงาน

การศึกษาการทำงาน

ต่อมาการศึกษาการเคลื่อนไหวและเวลาได้มีการขยายขอบข่ายเพิ่มขึ้น โดยการศึกษาในส่วนของการเคลื่อนไหวที่เคยเน้นการศึกษาเกี่ยวกับคนงานโดยเฉพาะ เมื่อมีเครื่องจักรและอุปกรณ์มาเกี่ยวข้องในการทำงานมากขึ้นจึงขยายขอบข่ายออกเป็นการศึกษาวิธีการ (Method Study) ส่วนการศึกษาเวลาโดยการใช้นาฬิกาจับเวลานั้นถือเป็นการวัดผลงานวิธีหนึ่ง แต่ยังมีอีกหลายวิธีการที่สามารถทำได้ในการวัดผลงาน การศึกษาเวลาจึงถูกพัฒนามาเป็น การวัดผลงาน (Work Measurement)

2. ขั้นตอนการศึกษาการทำงาน

     ขั้นตอนในการศึกษาการทำงานสามารถสรุปออกมาได้ 6 ขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • การเลือกงาน : ควรรู้จักเลือกงานที่มีความสำคัญ หรืองานที่มีความจำเป็นเร่งด่วนขึ้นมาดำเนินการก่อน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆร่วมด้วย เช่น ค่าใช้จ่าย, เวลา และอื่นๆ
  • การบันทึกงาน : เป็นการบันทึกวิธีการทำงานให้ง่าย และเป็นมาตรฐาน โดยจะจัดอยู่ในรูปแบบของแผนภูมิ, ไดอะแกรม หรือแบบฟอร์มมาตรฐานต่างๆ และที่สำคัญที่สุดให้จำไว้ว่า การบันทึกข้อมูลที่เป็นจริง และมีความสมบูรณ์เท่านั้นจึงจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
  • การวิเคราะห์งาน : เป็นขั้นตอนที่ทำให้เข้าใจปัญหา และจุดประกายแนวคิดในการแก้ไขปัญหา เทคนิคที่นิยมใช้ในการวิเคราะห์งานมีด้วยกันหลายรูปแบบ เช่น เทคนิคในการตั้งคำถาม, เทคนิคในการแบ่งแยกประเภทของงานเป็นต้น
  • การปรับปรุงงาน : ในขั้นตอนนี้มีการคิดค้นเทคนิคในการปรับปรุงงานขึ้นมากมาย เช่น ECRS, 5W1H เป็นต้น
  • การเปรียบเทียบและประเมินผล : ในการวัดผลงานละดับเดียวกัน สามารถทำการประเมินผลการปรับปรุงงานได้ว่าการใช้วิธีการทำงานแบบใหม่มีผลให้ได้ผลงานที่ดีกว่างานที่ทำอยู่ก่อนทำการปรับปรุงหรือไม่
  • การเปรียบเทียบประเมินผลการปรับปรุงงาน : ให้ทำการวัดผลงานของวิธีการทำงานก่อนปรับปรุง โดยหน่วยวัดผลงานอาจจะเป็น จำนวนขั้นตอนที่ทำ, ระยะทาง, อัตราผลิตภาพ (Productivity Index), เวลามาตรฐาน (Standard Time) เป็นต้น หลังจากนั้นเมื่อผ่านการปรับปรุงงานให้ใช้หน่วยการวัดผลงานเดียวกันกับที่ได้วัดไว้ในวิธีการทำงานเดิมก่อนการปรับปรุง จะทำให้สามารถประเมินได้ว่าการใช้วิธีการทำงานใหม่ (วิธีการทำงานหลังผ่านการปรับปรุง) จะให้ผลงานที่ดีกว่าเดิมเท่าใด
  • การประยุกต์ใช้การศึกษาการทำงาน : ขั้นตอนนี้เป็นการกำหนดมาตรฐานขั้นตอนการทำงาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการดำเนินการอย่างอื่นต่อไป เช่น ใช้เป็นเกณฑ์ในการปฏิบัติงาน, ใช้เป็นข้อมูลสำหรับการวางแผน, ใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการวางแผนการจ่ายค่าแรง เป็นต้น ในขั้นตอนนี้จะต้องใช้เวลาและความอดทนในการผลักดันให้วิธีการทำงานแบบใหม่เป็นที่ยอมรับ และใช้ถือปฏิบัติแทนวิธีการทำงานแบบเดิม

(ข้อควรระวัง หากพนักงานไม่ให้ความร่วมมือ ในระยะเวลาไม่นานพนักงานก็จะกลับไปทำงานในวิธีการทำงานแบบเดิมที่คุ้นเคยกว่า)

3. ประโยชน์ของการศึกษาการทำงาน

     การศึกษาการทำงาน เป็นเครื่องมือหลักของการเพิ่มผลผลิตทั้งในภาคอุตสาหกรรมการผลิต และการบริการ ดังนั้นประโยชน์เบื้องต้นก็คือช่วยให้เกิดผลงานที่ดีขึ้นสูงขึ้น จุดเน้นของการศึกษาการทำงานจริงอยู่ที่ “ทำงานน้อยได้งานมาก” ผู้ที่ทำการศึกษาการทำงานจึงมีหน้าที่ในการพัฒนาระบบงานหรือวิธีการทำงานให้ง่ายขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

4. เป้าหมายของการศึกษาการทำงาน

  • เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิต และวิธีการทำงาน
  • เพื่อเพิ่มความสะดวก และง่ายต่อการทำงานรวมทั้งการลดความล้าอันเกิดจากการทำงาน
  • เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปัจจัยการผลิต
  • เพื่อปรับปรุงสถานที่ทำงาน และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
  • เพื่อกำหนดหาวิธีการเคลื่อนย้ายวัสดุในกระบวนการผลิตให้เหมาะสม
  • เพื่อกำหนดมาตรฐานวิธีการทำงานที่ใช้ในการพัฒนาบุคลากร
  • เพื่อกำหนดมาตรฐานของการทำงาน
  • เพื่อวัดผลงานเปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำงานของแต่ละวิธี
  • เพื่อการจัดสมดุลสายการผลิต
  • เพื่อกำหนดจำนวนบุคคลให้เหมาะสมกับเครื่องจักร
  • เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการวางแผนการผลิต
  • เพื่อควบคุมต้นทุนการผลิต
  • เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการกำหนดแผนการจ่ายเงินจูงใจ

5. ความหมายของประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และผลิตภาพ

       ในปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มการแข่งขันที่สูงขึ้น รูปแบบการผลิตมีความซับซ้อนมากขึ้น ประกอบกับปริมาณทรัพยากรที่จะนำมาป้อนสู่กระบวนการผลิตต่างก็มีความจำกัดมากขึ้นทุกวัน จากเหตุผลเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการต่างหันมามุ่งเน้นการลดต้นทุนการผลิต และการนำทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อความอยู่รอดขององค์กร และศาสตร์ตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยมนำมาใช้ในการเพิ่มผลผลิตและลดความสูญเสียในอุตสาหกรรมได้แก่ “การศึกษาการทำงาน” แต่ก่อนที่จะไปเรียนรู้การศึกษาการทำงาน ควรจะมาทำความเข้าใจในความหมายของคำสามคำที่ใช้แทนหน่วยวัดผลการดำเนินงานทางอุตสาหกรรม เมื่อพูดถึงการพัฒนาหรือการปรับปรุงกระบวนการทำงานอันได้แก่ ผลิตภาพ, ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล เพื่อให้สามารถนำคำเหล่านี้ไปใช้ได้อย่างเหมาะสมตามสภาวการณ์ และทำให้เข้าใจการเลือกใช้หน่วยวัดให้ตรงตามเป้าหมายในการดำเนินงานต่อไป

5.1 ประสิทธิภาพ (Efficiency)

                  ตัววัดผลการดำเนินการที่มุ่งเน้นให้กระบวนการมีผลลัพธ์ที่ได้ใกล้เคียงกับทรัพยากรที่ใส่เข้าไปในระบบ หรือให้มีการสูญเสียในระบบน้อยที่สุด ดังนั่นค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพก็จะมีค่าต่ำกว่า 100% เสมอ เขียนแทนด้วยสูตรคณิตศาสตร์ได้ดังนี้

การศึกษาการทำงาน

5.2 ประสิทธิผล (Effectiveness)

     ตัววัดผลการดำเนินงานที่มุ่งเน้นให้เกิดผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายที่วางไว้ (มีประสิทธิผล: การเปรียบเทียบระหว่างวัตถุประสงค์กับผลลัพธ์ของงานที่เกิดขึ้น)

จากความหมายของทั้งประสิทธิภาพ และประสิทธิผลจะเห็นได้ว่ามีความหมายที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลจะต้องไปในทิศทางเดียวกันเสมอ เช่นกระบวนการผลิตแห่งหนึ่งเป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพสูง กล่าวคือสามารถนำทรัพยากรมาใช้ในกระบวนการผลิตได้อย่างคุ้มค่า แต่ไม่สามารถทำการผลิตได้ทันตามความต้องการของลูกค้าซึ่งเป็นเป้าหมายขององค์กรที่วางไว้ก็จะทำให้กระบวนการนี้มีประสิทธิผลที่ต่ำก็ได้ กลับกันในอีกกระบวนการหนึ่งอาจมีการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่าแต่สามารถจัดส่งสินค้าได้ทันตามความต้องการของลูกค้ากระบวนการนี้ก็จะมีประสิทธิผลที่ดีกว่าก็ได้

5.3 ผลิตภาพ (Productivity)

     Productivity: สัดส่วนของผลลัพธ์ที่ได้ต่อหน่วยของปัจจัยการผลิตหรือทรัพยากรที่ใช้ มีสูตรในการคำนวณดังนี้

การศึกษาการทำงาน

จะเห็นได้ว่าสูตรที่ใช้มีความคล้ายกันกับสูตรประสิทธิภาพ แต่ต่างกันตรงที่ผลิตภาพนั้นจะเป็นความสัมพันธ์ของผลผลิตต่อทรัพยากรที่ใช้ โดยมีการคำนวณในแง่ของเศรษฐศาสตร์ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาจะออกมาในรูปของตัวเลข และไม่จำเป็นต้องน้อยกว่าหนึ่ง และโดยหลักการผลิตภาพควรจะต้องมากกว่าหนึ่งเสมอ

  5.4 ประเภทของผลิตภาพ

ผลิตภาพสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทดังต่อไปนี้

      5.4.1 ผลิตภาพเฉพาะส่วน (Partial Productivity) : อัตราส่วนของผลผลิตต่อทรัพยากรที่ใช่ในแต่ละชนิด เช่น ผลิตภาพเชิงแรงงาน (Labor Productivity) : ผลผลิตต่อชั่วโมงการ ทำงาน

การศึกษาการทำงาน

ตัวอย่างที่ 1.1 โรงงานแห่งหนึ่งมีพนักงาน 200 คน สามารถผลิตงานได้ 5000 ชิ้นต่อวัน

             จากสูตร

ผลิตภาพแรงงาน = ผลผลิตที่เกิดจากการทำงาน / ชั่วโมงการทำงาน

ชั่วโมงการทำงาน = จำนวนคน * เวลาการทำงาน

= 200 คน * 1 วันทำงาน

= 200 คน-วัน

ผลิตภาพแรงงาน   = 5000 ชิ้น / 200 คน-วัน

= 25 ชิ้นต่อคนต่อวัน

5.4.2 ผลิตภาพเชิงเงินลงทุน (Capital Productivity) : ผลผลิตต่อปริมาณการลงทุนผลิตภาพเงินลงทุน = ผลผลิต / เงินลงทุน

ตัวอย่างที่ 1.2 โรงงานทำเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่งใช้คนงานผลิตโต๊ะได้ 100 ตัวต่อวัน เสียค่าใช้จ่ายในการผลิต 10,000 บาทต่อวัน ราคาขายโต๊ะอยู่ที่ราคาตัวละ 1,000 บาท

             จากสูตร

ผลิตภาพเงินลงทุน = ผลผลิต / เงินลงทุน

ผลผลิต  = 100 * 1,000

= 100,000 บาท/วัน

ผลิตภาพเงินลงทุน  = 100,000 บาทต่อวัน / 10,000 บาทต่อวัน

= 10

5.4.3 ผลิตภาพเชิงวัตถุดิบ (Material Productivity) :

ผลผลิตที่ได้ / วัตถุดิบที่ใช้

ผลิตภาพเชิงวัตถุดิบ = ผลผลิต / วัตถุดิบที่ใช้

ตัวอย่างที่ 1.3 โรงงานไสไม้แห่งหนึ่งสามารถผลิตไม้แผ่นได้ 100 แผ่นต่อวัน และจะต้องมีการใช้ไม้ในการแปรรูปทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 20,000 บาท / วัน ไม้แผ่นมีมูลค่า 1,000 บาท / แผ่น

            จากสูตร

            ผลิตภาพเชิงวัตถุดิบ = ผลผลิต / วัตถุดิบที่ใช้

            ผลผลิต                  = 100 * 1,000

= 100,000 บาท/วัน

ผลิตภาพเชิงวัตถุดิบ = 100,000 บาทต่อวัน / 20,000 บาทต่อวัน

= 5

5.4.4 ผลิตภาพองค์ประกอบรวม (Total Factor Productivity) : อัตราส่วนผลผลิตสุทธิต่อผลรวมของทรัพยากรด้านเงินทุนและแรงงาน (ผลผลิตสุทธิ = ผลผลิตรวม – ค่าวัสดุและค่าบริการที่ต้องซื้อ)

5.4.5 ผลิตภาพรวม (Total Productivity) : อัตราส่วนของผลผลิตต่อทรัพยากรที่ใช้ทั้งหมด

ตัวอย่างที่ 1.4 จงคำนวณหาผลิตภาพรวมของโรงงานแห่งหนึ่งซึ่งมีข้อมูลประจำเดือนมกราคมเป็นดังนี้

ผลผลิตที่ได้คิดเป็นมูลค่า       1,000,000 บาท

แรงงานที่ใช้คิดเป็นมูลค่า      60,000 บาท

วัตถุดิบที่ใช้คิดเป็นมูลค่า       100,000 บาท

เงินลงทุนที่ใช้คิดเป็นมูลค่า    200,000 บาท

พลังงานที่ใช้คิดเป็นมูลค่า      40,000 บาท

วิธีทำ

ผลิตภาพรวม = ผลผลิต / ทรัพยากรทั้งหมดที่ใช้

ผลิตภาพรวม = 1,000,000 / (60,000+100,000+200,000+40,000)

= 2.5

6. การเพิ่มผลผลิต (Productivity Improvement)

            จากสูตรการคำนวณหาผลผลิตจะเห็นได้ว่า การเพิ่มผลผลิตสามารถดำเนินการได้หลายแนวทาง แต่ก่อนจะเข้าสู่การดำเนินการเพิ่มผลผลิตในอุตสาหกรรมเหล่านั้น จะต้องทำความเข้าใจถึงองค์ประกอบที่มีผลต่อการเพิ่มผลผลิตในอุตสาหกรรม เช่น

  • การลงทุน
  • การวิจัยและพัฒนา
  • อายุของโรงงานและเครื่องจักร
  • กฎระเบียบของรัฐ
  • การบริหารงาน

จากสูตรการคำนวณหาผลผลิตทำให้สามารถจำแนกแนวทางในการเพิ่มผลผลิตออกได้เป็น 5 แนวทางด้วยกันได้แก่

  • ผลผลิตเพิ่มแต่ทรัพยากรที่นำมาใช้เท่าเดิม
การศึกษาการทำงาน
  • ผลผลิตเพิ่มทรัพยากรที่นำมาใช้ลดลง
การศึกษาการทำงาน
  • ผลผลิตคงที่ ทรัพยากรที่นำมาใช้ลดลง
  • ผลผลิตเพิ่มขึ้น ทรัพยากรที่ใช้ก็เพิ่มขึ้นแต่เพิ่มในอัตราที่ต่ำกว่า
  • ผลผลิตลดลง ทรัพยากรที่นำมาใช้ก็ลดลงแต่ลดลงในอัตราที่สูงกว่า

เทคนิคในการเพิ่มผลผลิต มี 5ประเภทใหญ่ๆดังต่อไปนี้

1) แนวทางการเพิ่มผลผลิตโดยการวิเคราะห์งานเป็นหลัก เช่น

  • การศึกษาการทำงาน (Work Study)
  • การยศาสตร์ (Ergonomics)

2) การใช้เทคโนโลยีใหม่ในการเพิ่มผลผลิต เช่น

  • การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ (CAD)
  • การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการผลิต (CAM)
  • การผลิตแบบประสานงานด้วยคอมพิวเตอร์ (CIM)
  • ระบบการผลิตแบบยืดหยุ่น (FMS)
  • การนำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยในการผลิต
  • เทคโนโลยีแบบกลุ่ม (Group Technology)
  1. การเพิ่มผลผลิตในองค์กรแบบให้มีพนักงานมีส่วนร่วมในการเพิ่มผลผลิต เช่น
  • กิจกรรมกลุ่ม (QCC, 5S,etc.,)
  • ระบบค่าแรงจูงใจ
  1. การเพิ่มผลผลิตโดยพิจารณาผลิตภัณฑ์เป็นหลัก เช่น
  • วิศวกรรมคุณค่า (VE)
  • การเลือกใช้ชิ้นส่วนที่เป็นมาตรฐาน
  1. การเพิ่มผลผลิตโดยใช้การจัดการเกี่ยวกับวัสดุ เช่น
  • การวางแผนความต้องการวัสดุ (MRP, MRP II)
  • การจัดการวัสดุด้วยการผลิตแบบระบบทันเวลาพอดี (JIT)

จากบทความเบื้องต้นจะเห็นได้ว่าศาสตร์ในด้านการศึกษาการทำงาน (Work Study) เป็นเครื่องมือตัวหนึ่งที่สามารถเพิ่มผลผลิตให้องค์กรได้ จึงเป็นเหตุให้การศึกษาการทำงานเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากโรงงานอุตสาหกรรมในทุกประเภท

7. กระบวนการแก้ปัญหาโดยทั่วไป (General Problem Solving Process)

กระบวนการแก้ปัญหาโดยทั่วไปเพื่อนำไปสู่การออกแบบวิธีการทำงานและพัฒนาวิธีการทำงานให้ดีขึ้น ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้

  1. การตั้งนิยามของปัญหา (Problem Definition)
  2. วิเคราะห์ปัญหาและรายละเอียด (Analysis of Problem)
  3. พิจารณาหาลู่ทางทางแก้ที่ดีที่สุด (Search for Possible Solutions)
  4. ประเมินข้อเปรียบเทียบต่าง ๆ เพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุด (Evaluation of Alternatives)
  5. ให้คำแนะนำและติดตามผล (Recommendation for Action)

7.1 การตั้งนิยามของปัญหา

คือ การค้นหาปัญหาว่าเป็นปัญหาที่ควรศึกษาหรือไม่และให้คำอธิบายปัญหานั้นชัดเจน มีข้อจำดังนี้

  • โจทย์ในการออกแบบวิธีการทำงานใหม่ต้องมีความชัดเจนว่าปัญหาที่กำลัง วิเคราะห์นั้นคืออะไร มาจากสาเหตุอะไร
  • เมื่อแก้ไขแล้วจะนำไปสู่ผลสำเร็จในลักษณะอย่างไร
  • ขั้นตอนนี้ควรพิจารณาเงื่อนไข หรือเกณฑ์สำหรับการตัดสินใจ (Criteria) ไปพร้อมกัน

7.2 การวิเคราะห์ปัญหา

คือ การรวบรวมข้อมูลตลอดจนข้อจำกัดที่จำเป็นต้องคำนึงถึงในขั้นตอนนี้ควรมีข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณการผลิตของผลิตภัณฑ์

  • จำนวนพนักงานในสายการผลิตนั้น ๆ หรือที่ใช้ในแต่ละกิจกรรม
  • เวลาที่ใช้ในการเดินสายการผลิต
  • ระยะเวลาของโครงการ หรือเวลาสำหรับการแก้ปัญหา

7.3 การพิจารณาหาลู่ทางที่ดีที่สุด

  • หาคำตอบที่เป็นไปได้ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่
  • การระดมความคิดสร้างสรรค์
  • การวิเคราะห์เหตุและผลอย่างเป็นระบบ
  • การระดมความคิด (Brainstorming) ของบุคคลในคณะทำงาน

เครื่องมืออื่นๆ ทีใช้ในการพิจารณาหาหนทางเลือกอาจมีดังนี้

  • เทคนิคการระดมกำลังสมอง (Brainstorming)
  • แผนภูมิเหตุและผล (Cause-Effect Diagram)
  • การใช้ตารางตรวจสอบ (Check Sheet)
  • การวิเคราะห์โดยใช้ผัง (Decision Tree)
  • การวิเคราะห์ Failure Mode and Effects Analysis (FMEA)
  • การวิเคราะห์ Fault Tree Analysis (FTA)
  • การวิเคราะห์สนามพลัง (Force-Field Diagram)

7.4 ประเมินข้อเปรียบเทียบต่าง ๆ เพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุด

  • ไม่มีคำตอบใดถูกต้องที่สุด
  • พิจารณาถึงผลที่จะตามมาในอนาคต
  • พิจารณาถึงปฏิกิริยาตอบรับของผู้ทำงาน
  • เปรียบเทียบคำตอบในเชิงเศรษฐศาสตร์ โดยวิเคราะห์ด้านการเงินทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  • ในบางครั้งอาจต้องสร้างห้องปฏิบัติการจำลองขึ้น

7.5 ให้คำแนะนำและติดตามผล

เมื่อได้รับอนุมัติให้ปรับปรุงวิธีการทำงานใหม่แล้วควรมีการติดตามว่าวิธีการใหม่ที่นำไปใช้นั้นสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล ควรมีการตรวจสอบเป็นระยะเพื่อจะได้ทราบปัญหาตลดอดเวลา และสามารถประเมินผลโดยรวมจากวิธีการทำงานใหม่ได้ เพื่อให้แก้ไขข้อบกพร่องได้อย่างทันท่วงที

ieProsoft โซลูชั่นครบวงจรด้านการบริหารการผลิตในอุตสาหกรรม

บริษัท ไออี บิสซิเนส โซลูชั่น จำกัด (IEBS) เป็นผู้ให้บริการระบบซอฟแวร์ทางด้านการจัดการอุตสาหกรรม การวางแผนการผลิตโดยลงลึกไปจนถึงการจัดตารางการผลิต มาตรฐานการการทำงาน การจัดสมดุลการผลิต รวมไปถึงการบริหารจัดการคลังสินค้า ครอบคุลมการบริการในด้านต่างๆที่สำคัญต่อการนำระบบไปใช้ในภาคธุรกิจ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ดูแลตั้งแต่การติดตั้ง การให้ปรึกษา การนำไปใช้งานจริง (Implementation) รวมถึงการวิเคราะห์ผลลัพธ์ต่างๆ เราสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ยุค ดิจิทัล ด้วยเครื่องมือในกลุ่ม ieProsoft อาทิเช่น ieSmart WI, ieLineBalancing, ieInventory และ ieInventory ซึ่งซอฟแวร์ทั้งหมดนี้ เป็นตัวช่วยให้สามารถบริหารการจัดการผลิตได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และเพิ่มกำไรให้บริษัทได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน IEBS มีการให้บริการซอฟแวร์ทั้งแบบบริการผ่านซอฟต์แวร์แบบ สแตนด์อโลน (Stand-alone Software) ไปจนถึงชุดซอฟต์แวร์เต็มรูปแบบ (Full-Blown) แบบคลาวด์โซลูชั่น (Cloud Solution) ได้แก่

  • ieSmart WI: โปรแกรมสร้างมาตรฐานการทำงาน ที่ช่วยให้การสร้างงานฐานในโรงงานง่ายขึ้น เวลาได้มาตรฐานที่ชัดเจน สะดวก และเป็นองค์ความรู้สำหรับองค์กรได้เป็นอย่างดี
  • ieLineBalancing: โปรแกรมจัดสมดุลสายการผลิต เหมาะสำหรับวิศวกร หรือเจ้าหน้าที่วางแผนการผลิตใช้ในการจัดวางแผนสายการผลิต ภายใต้ความต้องการที่ไม่แน่นอน และกำลังคนที่มีการเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา
  • ieInventory: โปรแกรมจัดการคลังสินค้า ที่ช่วยให้การบริหารคลังในระดับอุตสาหกรรมเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก ผ่านแฟลตฟอร์มออนไลน์ด้วยฐานข้อมูลบนคลาวด์
  • ieScheduling : โปรแกรมจัดตารางการผลิต เครื่องมือช่วยในการจัดการผลิตในระดับปฎิบัติการ ควบคุม และติดตามงานแบบทันเวลา (Realtime) และประเมินกำลังการผลิตได้รวดเร็ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *